ทักทาย: คุณพ่อ...ลูกอ่อน
โดย กิ่งสุรางค์

นิติพงษ์ ห่อนาค (ดี้) และเด็กหญิงเพียงออ ห่อนาค (น้องตังเม)

คุณพ่อนักแต่งเพลงคนนี้บอกว่าเพิ่งจะมามีลูกตอนอายุมากก็เลยต้องคอยดูแลคุณแม่ตอนตั้งท้องตลอด และนี่ก็เลยกลายเป็นที่มาของชื่อลูกสาวสุดที่รัก ที่คุณแม่ขอตั้งชื่อเล่นให้กับลูกสาวคนแรกของตัวเองว่า "ตังเม"
"ก็เป็นห่วงทั้งแม่ทั้งลูกนั่นแหละ เพราะก็ไม่ใช่ท้องสาว ๆ มีอะไรก็คอยตกอกตกใจไปแทนเขา เผื่อเขาจะเรียกใช้อะไรได้ จะใช้คำว่าดูแลตลอดก็ไม่เชิง เรียกว่าอยู่ติดมากกว่า เพราะก็มีพี่น้องช่วยกันอยู่ แต่ก็มีบางเรื่องที่ "ต้องสามีเท่านั้นที่ทำ" จะไปไหนมาไหนก็ต้องรีบกลับ อย่างไปตรวจท้องฝากครรภ์ พี่ก็ไปกับเขาทุกครั้ง มีแค่ครั้งเดียวเองมั้งที่ไม่ได้ไป
ตอนที่ภรรยาเจ็บท้องคลอดพี่ก็เข้าด้วย ภรรยาของพี่ใช้ผ่า ก็เป็นภาพที่แปลกมาก เพราะคุณหมอเขาก็ผ่าไปก็คุยไป ฝ่ายคุณแม่ทั้ง ๆ ที่เลือดนองพื้นก็ยังหัวเราะคิกคัก เราก็เลยเล่นมุขเฮฮากัน เหมือนกับเล่นอะไรก็ไม่รู้ จนกระทั่งดึงเจ้าตังเมออกมา…

ประมาณ 2-3 เดือนนะที่พี่กับแม่เขาจะสลับกันดูแล ผลัดกันนอนช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่พ่อแม่ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด ช่วงไม่รู้อะไรเป็นอะไรผลัดกันนอน ผลัดกันตื่น ตื่นตอนไหนไม่รู้ เวลาไม่ชัดเจน แต่ว่าตังเมไม่ค่อยร้อง ไม่ค่อยอ้อน และไม่สบายน้อยมาก มีมาโต ๆ นี่แหละเริ่มร้อง ร้องเพราะขัดใจ ตอนนั้นเขาร้องซักนาทีเดียวเองมั้ง หรือง่วง ซักนาทีเดียวก็หลับแล้ว แต่ 3 ขวบนี่เริ่มเฮี้ยวแล้ว เริ่มทะเลาะกับพ่อกับแม่แล้ว…

จะให้บอกว่าเหนื่อยไหมก็บอกว่าไม่ค่อยเหนื่อย เพราะอย่างที่บอกคือที่บ้านมีคนช่วยกันเป็นแม่เยอะ ช่วยกันดูแล จนกระทั่งตังเมไม่ติดพ่อ ไม่ติดแม่ ไม่ติดพี่เลี้ยง คืออยู่กับใครก็ได้หมด ใครมาอุ้มก็ไป ตั้งแต่ขวบสองขวบ ไม่มีคนแปลกหน้าที่บ้าน เพราะว่าที่บ้านจะมีคนเข้านอกออกในเยอะ ลูกน้อง เพื่อนฝูง จะเข้าไปกันหมด จะไปปาร์ตี้อะไรกันก็มาที่บ้านพี่ เพราะฉะนั้นตังเมจะเกิดอยู่ท่ามกลางปาร์ตี้ จะจำลุงคนนั้น อาคนนี้ จำผิดจำถูกบ้าง เห็นใครหัวล้านหน่อยก็เรียก ลุงเจี๊ยบ (วัชระ ปานเอี่ยม) เพราะฉะนั้นจะไม่มีคนแปลกหน้าสำหรับตังเม ยังคุยกับแม่เขาอยู่เลยว่า "ไอ้นี่ ถ้ามีคนมาอุ้มมันไป มันคงไม่มีร้องเลยนะ มันจะเล่นกับเขาและจะถามว่าเขาชื่ออะไรด้วยซ้ำ" (หัวเราะ)

เด็กในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงสมาธิได้ง่าย เพราะว่าสิ่งรอบข้างมันเยอะ เดี๋ยวก็มีทีวี เดี๋ยวก็มีหนังสือ เดี๋ยวก็มีของเล่น มีคนนั้นคนนี้ เขาก็อาจจะเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าให้เขาวาดอะไร เขานั่งอยู่ได้เป็นชั่วโมงตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่รู้ว่าลูกคนอื่นเป็นหรือเปล่าคือ กำลังซน ๆ อยู่ว่าอะไรไม่ฟัง แต่ถ้าเปิดเพลงปุ๊บ หยุด แล้วตังเมแต่งเพลงแล้วด้วยตั้งแต่ 2 ขวบ แต่งเพลงแปลว่าอะไรคือ ถ้าโรงเรียนเขาเปิดเพลงจิงเกอร์เบลมา เขาจะใส่เนื้อใหม่ลงไป คือ จะไม่ร้องตามเนื้อร้องเดิมที่เขาร้องแล้วตอนที่เขายังไม่ 2 ขวบ คือ เขาสามารถร้องเสียงตรง กับเสียงตัวโน๊ตที่ได้ยินได้ เสียงไม่มีหลงตรงมาก ทั้งจังหวะด้วย ชัวกลัวมัน กลัวจะมาเป็นนักร้อง (หัวเราะ)…

ชีวิตพี่มันเปลี่ยนไปตั้งแต่เรารู้ว่าเราจะมีเขาเข้ามาแล้วละ เปลี่ยนไปจนกระทั่งพี่ ๆ น้อง ๆ ที่บริษัทแกรมมี่ฯ เขาเริ่มล้อเราแล้วว่า เราเป็นพวก "บ้าน ๆ" เอะอะอะไรก็กลับบ้าน พวกบ้าน ๆ ปกติเมื่อก่อนนี้ เราก็ทำแต่งาน กลับบ้านดึกดื่น แล้วก็อาจจะมีไปเที่ยวสังสรรค์บ้าง แต่มันเหมือนว่าหมดยุคแล้วจริง ๆ มันเบื่อแล้ว ก็เริ่ม ๆ อยากจะอยู่บ้านพอดีปลูกบ้านใหม่เสร็จพอดี มีตังเมมาด้วย คราวนี้ก็หนึบเลย ไม่อยากไปไหนแล้ว ใครจะมาชวนออกไปไหนจะต้องมีเหตุผลมาก ๆ ไม่พี่ก็ชวนเข้าบ้านเลย ชวนเข้าบ้านตลอด บ้านพี่นี่อาทิตย์หนึ่งจะมีคนเข้าบ้านมาเยี่ยมเยียนไม่ต่ำกว่าอาทิตย์ละ 2 ครั้ง บางอาทิตย์ก็ทุกวัน เพราะว่าเจ้าของบ้านไม่ยอมไปไหน (ยิ้ม)
ปกติเขาจะนอนประมาณ 2 ทุ่ม ถ้าเรามาทำงานก็ต้องโทรเช็คว่านอนหรือยัง ถ้ายังไม่นอนก็รีบบึ่งรถกลับไปบ้าน อยากจะเจอเขาตอนที่ยังไม่หลับ แต่บางทีไปถึงก็ อ้าว หลับแล้วเหรอก็เข้าไปหอมแก้มตอนหลับ ๆ จ้องหน้าดูลูก

พี่จะถือว่าเขาให้เกียรติมาเป็นสมาชิกในครอบครัว เพราะฉะนั้นเราจะดูแลเขาอย่างให้เกียรติเหมือนกัน แล้วเขาก็ต้องให้เกียรติเรา ไม่ได้คิดว่าเขาเด็กไม่รู้อะไร เราจะทำให้เขารู้ว่าเธอรู้เหมือนกัน แต่เธอทำเป็นไม่รู้และจริง ๆ หลาย ๆ ครั้งเรารู้ว่าเขารู้เรื่องแต่ทำเป็นไม่รู้
อย่างที่อ่านหนังสือมา เขาบอกว่าเด็ก 2 ขวบนี่เขารู้ เขารู้เท่าผู้ใหญ่แต่ว่าเขาแสดงหรือเขาพูดไม่ได้อย่างที่ผู้ใหญ่พูด เขารับความรู้สึก โกรธ ไม่ชอบ เขารับได้หมด เขารู้ว่าคนรอบข้างเขาเป็นยังไง เพราะฉะนั้นเราจะไม่มาจิจ๊ะกับเขาตลอด โดยเฉพาะพ่อ พ่อจะพูดเหมือนกับเขาอายุเท่ากัน ตังเมจะถามว่า "นี่อะไรคะ" พี่จะตอบว่า "อ๋ออันนี้เม้าส์ลูก" แล้วจะถามต่อไว่า "เม้าส์คืออะไรคะ" พี่ก็จะตอบว่า "เม้าส์เนี่ยะเขาเอาไว้กดแล้วคอมพิวเตอร์มันก็จะทำงาน" คือเด็กเขาก็ถามไปเรื่อย ๆ แต่พ่อจะถามแบบจริง ๆ จัง ๆ พี่จะพูดเหมือนกับพูดกับผู้ใหญ่ แต่ใช้ภาษาที่ง่าย จะไม่หลอกเขา

และพี่จะบอกคนที่บ้านว่าไม่จำเป็นต้องหลอก อย่าง "เดี๋ยวตำรวจมาจับ เดี๋ยวตุ๊กแกมากิน" เรื่องนี้ไม่มีอยู่แล้ว เพราะพี่เตือนทั้งบ้าน เพราะถ้าเราหลอกเขาได้ เขาก็หลอกเราได้ เขาต้องไว้ใจเราได้ เราต้องพูดความจริงกับเขา แล้วเขาจะพูดความจริงกับเรา
เช่น ถ้าเขาทำของแตก พอเรียกมาถามว่าใครเป็นคนทำ เขาจะบอกว่า "ตังเมเป็นคนทำค่ะ" แล้วเขาก็จะรู้ว่า เราไม่ได้ลงโทษอะไรเขามากหนักหนา และพี่กับแม่เขาก็จะเลี้ยงเขาอย่างที่เลี้ยงคนคนหนึ่ง แต่เราจะทำยังไงให้เขาเข้าใจสิ่งที่เราพูดให้มากที่สุด แต่ถ้าเรื่องที่เป็นจินตนาการอยางนิทานก็อีกเรื่อง ก็จะต่อจินตนาการเขา…

นิสัยของตังเมเขาเหมือนพ่อกับแม่ เพราะพ่อกับแม่เขานิสัยเหมือนกัน มีข้อเสียก็มีข้อเสียเหมือนกัน มีข้อดีก็มีข้อดีเหมือนกัน คือตังเมจะเป็นคนที่รู้สึกอะไรเร็ว นิดหนึ่งจะรู้ว่า ใครรู้สึกอะไร ไม่ใช่พูดอะไรไปแล้วคนอื่นจะว่ายังไงฉันไม่รู้ คือเห็นอาการของคนนู้นคนนี้ แล้วระเบิดความคิด ซึ่งก็เลยทำให้เกิดเป็นเรื่องบางเรื่องที่เขากล้ากันจะไม่กล้า แต่เรื่องบางเรื่องที่คนอื่นเขาไม่กล้าจะกล้า อย่างสมมุติว่า ให้เขาเดินออกไปหาญาติที่เขาไม่รู้จักให้ไปหอมแก้ม โดยมีพ่อแม่นั่งอยู่ไม่ไกล เขาก็จะกล้า แต่เด็กบางคนเขาจะไม่กล้า อย่างบางเรื่องก็กลัวแบบขี้ขลาดเลย
ส่วนที่ตังเมเหมือนพี่ที่ชาวบ้านเขาว่ากันคือ หน้าตา แต่ตากับคิ้ว เขาได้แม่ แต่ผิวเผิว หน้าเนี่ยะ เอาไปวางไว้หน้าแกรมมี่ฯ คนก็เอากลับส่งคืนถูก (หัวเราะ) เขาว่ากันนะ ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายของมัน แต่โบราณเขาว่าลูกหน้าเหมือนพ่อจะเจริญ ก็เป็นคำปลอบใจที่ดี

ที่บ้านเขาจะให้บทบาทกัน บทดุกับบทปกป้อง เขาจะให้พ่อทำ แต่ทุกคนก็ทำได้นะ แต่ถ้าจะให้ดุทุกคนก็ดุได้ แต่ถ้าพ่ออยู่ด้วยเขาจะให้พ่อดุแล้วเขาจะกลัวพ่อที่สุด แล้วตังเมจะหมั่นเขี้ยวมากที่สุด จะบอกว่า คุณพ่อเป็น Fat Man Big Stomach แล้วจะมานั่งบนพุง หยิกหน้า แล้วก็กัดฟันหมั่นเขี้ยว ไม่รู้ตัวหรอกว่า หมัดหนัก แล้วอีกอย่างคือ เขาจะชอบบอกว่า ตังเมจะคลุมโปงกับคุณพ่อค่ะ แล้วก็จะคลุมโปงกัน ตุบตับ ตุบตับ…
พี่ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเขามาก นอกจากอยากให้เขามีความสุขในการที่จะอยู่กับตัวเอง อยู่กับคนรอบข้าง และอยู่กับสังคม อยู่ได้อย่างราบรื่นเท่าที่จะเป็นได้นะ ...อย่าเห็นแก่ตัว มีคนรักเยอะ ๆ มีคนนับถือว่า หนูเป็นคนดี จิตใจดี เท่านั้นก็พอแล้ว อยากเป็นอะไรเป็นได้หมด เป็นทอม เป็นดี้ เป็นได้หมดเลย มันเป็นกรรมของหนูเองเมื่อเติบโตขึ้นไป แล้วไม่ต้องกลับมากตัญญูอะไรพ่อแม่ด้วย ที่พี่ไม่คาดหวังอะไรกับลูกเพราะการคาดหวัง คือสิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดของการเป็นพ่อแม่ ก็อยู่กับไปตามสบาย มันคงไม่มีใครตายหรอก

สุดท้ายอดถามไ่ม่ได้ว่า เป็นนักแต่งเพลงอย่างนี้ พี่ดี้คิดจะแต่งเพลงให้น้องตังเมบ้างหรือไม่
"พี่ไม่แต่งเพลงให้ลูกเลย เพราะว่า นึกไม่ออก มันแต่งยังไงก็ไม่เท่ากับที่รู้สึก อย่าไปแต่งดีกว่า แต่งไม่พอหรอก เพราะเราเป็นคนแต่งเพลงเรารู้ว่าไม่พอ เดี๋ยวพอเขาโตเขียนรูปให้รูปหนึ่งดีกว่า..."

นิตยสารหญิงไทย ฉบับที่ 700 ปีที่ 30 ปักษ์แรก เดือนธันวาคม พ.ศ. 2547

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
  Top
2005 All rights reserved by Nitipong Fanclub