![]() |
|||||||||||||
![]() |
|||||||||||||
| นิติพงษ์ ห่อนาค ขุมทรัพย์มีชีวิตในอุตสาหกรรมดนตรี นักแต่งเพลงอันดับหนึ่ง จากบริษัทดนตรีห้าพันล้าน ประกาศว่า "มันไม่มี ORIGINAL อีกต่อไปแล้วในโลกนี้" แอร์เย็นฉ่ำบนรถไฟฟ้าสายสุขุมวิทมุ่งหน้าสู่สถานีอโศก ทำให้ผมเคลิ้มจนเกือบลืมตัวว่ากำลังมุ่งหน้าไปทำงาน แต่ไม่นานก็ถูกปลุกด้วยเสียงดนตรีเจื้อยแจ้วจากโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น เครื่องนี้ เครื่องโน้น ดังไม่ขาดสาย เสียงเหล่านี้กลายเป็นความเคยชินอย่างหนึ่งของผม อดไม่ได้ที่จะเดาว่าเสียงเพลงแบบไหน ดังออกมาจากเครื่องโทรศัพท์ของคนชนิดไหน แน่ละ เราไม่อาจตัดสินชนิดหรือคุณภาพของคนได้จากเปลือกนอก ไม่ว่าจะเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หน้าตา ผิวพรรณ รุ่นและยี่ห้อโทรศัพท์ หรือแม้แต่เสียงริงโทนที่เขาเลือก แต่ด้วยประสบการณ์ ผลการเดาของผมมักไม่ค่อยพลาด แค่ได้ยินเสียงดนตรีของเขา ผมก็ทายถูกทุกที ว่าเขาแต่งตัวสไตล์ไหน สะพายกระเป๋าหรือสวมนาฬิกายี่ห้ออะไร จนผมติดนิสัยชอบโมเม สรุปเอาเองอยู่บ่อยครั้งว่า บางที และบางที ดนตรีอาจจะเป็นสินค้า ประเภทเครื่องประดับ อีกชนิดหนึ่ง ที่คนเรามีไว้ประกาศตัวตน นอกเหนือจากมีไว้ ' ฟัง ' " ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก " ในยุคที่อุตสาหกรรมดนตรีกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศนี้ จริงหรือที่ ดนตรี จะเป็นเครื่องช่วยกล่อมเกลาสันดานหยาบในจิตใจมนุษย์ให้กลายเป็นความละเอียดอ่อน ในเมื่อเราได้ยินเสียงดนตรีกันจนแทบจะหลีกไม่พ้นทุกชั่วลมหายใจ ตั้งแต่เสียงดนตรีสั้นๆ ยามเปิดประตูร้านสะดวกซื้อ วิทยุ โทรทัศน์ เสียงเพลงโฆษณา เสียงดนตรีจากคอมพิวเตอร์ เสียงดนตรีเมื่อเปิดประตูลิฟต์ ดนตรีที่ซื้อหาได้ โหลดได้ เสียงดนตรีจากโทรศัพท์ จากนาฬิกา ดนตรีมีมูลค่า มีลิขสิทธิ์ มีตรา มีค่าย มีสังกัด บริษัทผลิตดนตรีเป็นบริษัทมหาชน มีระบบการคัดสรร ผลิต ประชาสัมพันธ์ จำหน่าย และมีการบริหารจัดการองค์กรอย่างเป็นระเบียบแบบแผน แต่ก็ยังสงสัยไม่หาย ดนตรีชนิดใดกัน ที่จะขับกล่อมจิตวิญญาณของผู้คนให้อิ่มเอิบ แช่มชื่น เคลิบเคลิ้ม เกิดความสุข สร้างปีติ เป้าหมายของผมอยู่บนชั้น 21 ตึกGMM Grammy Place ผมมีนัดกับ นิติพงษ์ ห่อนาค ผมคิดว่า คำตอบ น่าจะอยู่บนนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับ นิติพงษ์ ห่อนาค ที่ผมค้นหารวบรวมจากที่ต่างๆ รวมถึงบังอาจโทรไปขอ PROFILE จากเลขาของพี่ดี้ ถึงบริษัท แกรมมี่ ได้มาเยอะมาก คือ ประมาณ 2 บรรทัด ได้ความว่า จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอดีตสมาชิกวงเฉลียง เป็นนักแต่งเพลง ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด มหาชน แต่ถ้าเป็นรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับชีวิตการงานของชายคนนี้ คงต้องเขียนเป็นพ้อคเก็ตบุ้คสักสองเล่ม นิติพงษ์ ห่อนาค หรือ พี่ดี้ เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 8 คน เกิดและเติบโตที่ลพบุรี เข้ากรุงเทพฯเพื่อมาเรียนสถาปัตย์ สอบเข้าสถาปัตย์ลาดกระบังได้เป็นที่แรก เรียนลาดกระบังอยู่ 1 ปีก็เอ็นทรานซ์ใหม่ เข้าสถาปัตย์ จุฬา ในปี 2521 และเรียนจบในปี 2527 คณะนี้คนทั่วไปเรียนกัน 5 ปี แต่นิติพงษ์ ห่อนาคขอพิเศษ เป็น 6 ปี เพื่อจะเรียน - เล่น - ทำงาน ให้คุ้มค่า เป็น 6 ปีที่เมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จได้ถูกหว่านเพาะลงไปในดิน หยั่งรากลึก และเติบโตงอกงามขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง เริ่มจากสายสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ จิก-ประภาส ชลศรานนท์ เจี๊ยบ-วัชระ ปานเอี่ยม รู้จักกันตั้งแต่ปีหนึ่ง กอดคอกันเล่นดนตรี เล่นละคร ทำกิจกรรมมากมายของคณะ นิติพงษ์ได้เป็นหัวโจกของกลุ่มเพื่อนฝูง ทั้งที่สมัยเด็กเคยเป็นแต่ลูกไล่คนอื่นมาตลอด ในยุคที่ ละครถาปัด กำลังดัง ชื่อเสียงและผลงานของเด็กสถาปัตย์จุฬาหอมฟุ้งในฐานะนักคิดรุ่นใหม่ของวงการบันเทิง พี่ดี้รับจ๊อบหาเงินจ่ายค่าลงทะเบียนด้วยงานเขียนบทโทรทัศน์ให้กับบริษัท JSL ได้คลุกคลีกับผู้คนในวงการโทรทัศน์ และได้รู้จักกับพี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันท์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นนักดนตรีของ ดิ โอเรียนเต็ล ฟังก์ อัลบั้มแรกของเฉลียง ไม่ได้ตั้งชื่อ แต่ถูกเรียกว่าชุด "ปรากฏการณ์ฝน" เกิดขึ้นได้โดยมีเรวัต พุทธินันท์เป็นโปรดิวเซอร์ ส่วนชื่อวง เฉลียง มีที่มาจากวิธีคิดแบบสถาปัตย์ หมายถึง TRANSITION SPACE เชื่อมกลางระหว่างพื้นที่ภายนอกกับภายในบ้าน เป็นชื่อที่สะท้อนสภาพจิตใจ และอธิบายตัวตนทางดนตรีของเฉลียงได้อย่างชัดเจน การทำงานกับพี่เต๋อ ได้นำสายสัมพันธ์กับคนดนตรีมากมาย ซึ่งภายหลังล้วนกลายมาเป็น "ขาใหญ่" ในธุรกิจบันเทิง ทั้งนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง นักจัดรายการ ไม่ว่าจะเป็น วิชัย อึ้งอัมพร ปราจีน ทรงเผ่า อุกฤษณ์ พลางกูร อัสนี โชติกุล สายทิพย์ มนตรีกุล ฯลฯ เครดิตหลักของนิติพงษ์ในวงเฉลียงคือนักแต่งเพลง และนักดนตรี ด้วยเหตุผลที่พี่เต๋อบอกว่า เขาร้องเพลงเพี้ยน จึงไม่ได้จับไมค์ร้องเพลง แต่ถึงจะถูกตัดสินว่าร้องเพลงเพี้ยน นิติพงษ์ก็สามารถก้าวสู่ความเป็นนักแต่งเพลงอาชีพอย่างเต็มตัว โดยการแต่งเพลง "ดนตรีในดวงใจ" ประกอบภาพยนตร์ "วัยระเริง" จนเป็นที่โด่งดังไปทั้งหนังและเพลง ก่อนจะจับงานแต่งเพลงเป็นหลัก เกือบทั้งหมดเป็นงานที่ถูกส่งผ่านมาจากพี่เต๋อ เริ่มจากงานเพลงของพี่เต๋อเอง ในชุดเต๋อ 1 เรื่อยมาจนกระทั่งเข้าทำงานประจำกับแกรมมี่ ในตำแหน่งนักแต่งเพลง ระหว่างทำงานประจำกับแกรมมี่ พี่ดี้ก็ยังรวมหัวกับเพื่อนเก่าทำเฉลียงชุด 2 ขึ้นมา ในชุดนี้ไม่มีเสียงร้องของนิติพงษ์ ห่อนาค แต่เขาได้ตำแหน่งหัวหน้าวงมาเป็นการปลอบใจ ผลงานเพลงในชุด 2 ชื่อชุด "อื่นๆอีกมากมาย" ถ้าเป็นในสมัยนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็น ผลงานแจ้งเกิด ของวงเฉลียง นำมาซึ่งความโด่งดังและความสำเร็จจนกลายเป็นปรากฏการณ์ สร้างความฮือฮาจนฉุดรั้งไม่อยู่ ใต้ร่มเงาของ ครีเอเทีย ค่ายดังในยุคนั้น จากนั้นเฉลียงก็มีผลงานชุดที่ 3 กับค่ายคีตา ชื่อชุด "เอกเขนก" ชุดนี้พี่ดี้ได้สิทธิ์ขึ้นแท่นเป็นนักร้อง ในเพลง "ไข่เจียว" และดูเหมือนว่าเพลง "ไข่เจียว" จะเป็นเพลงเดียวที่แฟนเพลงจะจดจำชื่อนิติพงษ์ ห่อนาค ในฐานะนักร้อง เพราะหลังจากชุดที่3 พี่ดี้ก็ตัดสินใจแยกตัวออกมาจากเฉลียง หันมาเอาจริงเอาจังกับอาชีพประจำในตำแหน่งนักแต่งเพลงของบริษัทแกรมมี่ เขียนเพลงให้นักร้องในค่ายได้เกิดมาหลายต่อหลายคน ทั้งในชื่อ นิติพงษ์ ห่อนาค, นายสีห์ สามัคคีประชาชื่น มีผลงานหนังสือสอนแต่งเพลง "เติมคำในทำนอง" แบ่งปันประสบการณ์ในการเขียนเพลงให้กับนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ นิติพงษ์ ห่อนาคเข้าเป็นพนักงานประจำของแกรมมี่เมื่อประมาณปี 2528 มี พี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันท์ และ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เป็นสองหัวหน้าใหญ่ โดย ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งบริษัทขึ้น โดยใช้เงินส่วนตัวจำนวน 5 แสนบาท เป็นทุนจดทะเบียน ใช้ชื่อ บริษัท แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เมื่อปี 2527 และหากจะเอ่ยถึงชื่อ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด มหาชน ในพ.ศ.นี้ หมายถึง บริษัทที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดในธุรกิจบันเทิงของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 5,721 ล้านบาท (ข้อมูล-2547) เป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบันเทิงแบบครบวงจร ที่มีศิลปินของสังกัดต่างๆอยู่ในเครือ กว่า 300 ชีวิต มีเพลงใน MUSIC LIBRARY กว่า 10,000 เพลง เป็นผู้ผลิตสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ ทั้งนิตยสาร และพ้อคเก็ตบุ๊ค รวมถึงเป็นผู้สร้างสรรค์และผลิตสื่อด้านบันเทิงด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อป้อนให้กับธุรกิจด้านIT ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ นับตั้งแต่เสียงเพลงเรียกเข้า ไปจนถึงภาพ เสียง กับข้อมูลต่างๆอีกสารพัดรูปแบบที่ตาและหูของคนเราจะสามารถรับได้ ยอมรับว่า ผมไม่แน่ใจนักว่าการ คุย กับกรรมการผู้จัดการของแกรมมี่ ต้องเปิด MODE ไหนดี ศิลปิน หรือ นักธุรกิจ ? นึกไม่ออกเลยว่าตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้ พี้ดี้ ต้องทำอะไรบ้าง "ความจริง ที่พี่มาเป็นกรรมการผู้จัดการเพราะว่าโตกว่าเขาก็เลยให้เป็น งานหลักในตำแหน่งนี้คือดูแลผู้คนไม่ให้มันทะเลาะกัน ดูแลให้เขาทำงานตามปกติ ให้เขามีความสุขเรียบร้อยดี เพราะว่าธุรกิจแบบนี้มันใช้คนเป็นเครื่องจักร มันไม่มีอย่างอื่นเลย การผลิตมันมาจากหัวคน มีคนจำนวนมาก ทั้งคนร้องเพลง คนแต่งเพลง คนเหล่านี้มักจะ sensitive ต้องคอยระวังไม่ให้เขาขัดแย้งกัน จัดการเรื่องนี้เสร็จสรรพเรียบร้อย เรื่องอื่นก็ไม่มีปัญหาอะไร ทำให้สร้างผลประกอบการต่างๆ เกิดตามมาได้ การดูแลธุรกิจ เราก็ช่วยกันดูแล บางทีเราอาจจะแบ่งความรับผิดชอบกัน คนนั้นทำนั่น คนนี้ทำนี่ แต่ในที่สุดก็พวกพี่ๆ ต้องมานั่งปรึกษาหารือกัน พี่ใหญ่คือ คุณไพบูลย์ ก็มานั่งหาข้อสรุปแก้ปัญหา หรือจะเพิ่มเติมอะไรก็ร่วมกัน เพราะฉะนั้นการดูแลธุรกิจของเราจึงไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาสาหัสอะไร แม้ว่าจะเป็นคนที่ไม่เคยเรียนรู้ธุรกิจอะไรมาก่อน แต่พี่ทำงานมา 20 ปี ก็จะรู้โดยธรรมชาติ ไม่รู้เรื่องไม่ได้แล้ว การที่ดนตรีกลายมาเป็นธุรกิจแบบนี้ เพราะมี การจัดการ เข้ามา คือ เมื่อก่อนนี้มันจะเป็นระบบธรรมชาติ หรือว่ายถากรรม แล้วแต่จะเรียก มีระบบเถ้าแก่ มีระบบต่อรอง คนทำงานนักแต่งเพลงไส้แห้ง นักร้องเวลาร้องเพลงเสร็จที เถ้าแก่ก็อาจจะให้เป็นทองสัก 2 สลึง แล้วก็จบ คือมันไม่มีระบบการจัดการที่ชัดเจน ต่อมาเมื่อมีระบบการจัดการก็ชัดเจน คุณเรวัต และคุณไพบูลย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นฝ่ายเชิงธุรกิจและเชิงศิลปะ เป็นคนโตด้วยกันทั้งคู่ เรียนจบมาด้วยกันทั้งคู่ ไม่มีใครหลอกใครได้หรอก ก็เลยพยายามสร้างระบบขึ้นมา เมื่อเป็นระบบปุ๊บ การดำเนินงานก็ชัดเจนขึ้น มีการทุ่มเท เอาสมองไปทำเรื่องสร้างสรรค์เยอะขึ้น วางแผนเยอะขึ้น ไม่ใช่จะเอาสมองมาโกงกันท่าเดียว ธุรกิจเพลงมันก็เลยพัฒนา" คำว่า "พัฒนา" จากปากนิติพงษ์ ห่อนาค ทำให้ผมชักอยากรู้ว่าจุดหมายการพัฒนาของดนตรีบ้านเรา ในมุมมองของพี่ดี้หมายถึงอะไรกันแน่ เพราะจากบทสัมภาษณ์ของคนสำคัญในแวดวงดนตรีหลายเสียงติงว่า มาตรฐานและอุดมการณ์ของค่ายแกรมมี่ในยุคที่ปราศจากเรวัต พุทธินันท์ชักจะคลอนแคลน "ตรงนี้มันพูดยาก เพราว่าหมุดตัวนี้มันเป็นไปได้หมด หมุดมันมีหลายตัว ทำอย่างไรให้วงการเฟื่องฟูมีเม็ดเงินเยอะ ก็เป็นหมุดหนึ่ง ทำอย่างไรให้คนไทยฟังเพลงที่เขาว่าเป็นสากลมากขึ้นนี่ก็เป็นอีกหมุดนึง ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นหมุดดีหรือเสีย จำเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะว่าบางคนก็เชื่อว่าถ้าคนไทยยังฟังเพลงอยู่แค่นี้ ยังถือว่าไม่พัฒนา ต้องฟังเพลงแบบที่เขาไปเรียนจบมาที่โน่นถึงจะพัฒนา ก็มักนิยมที่จะว่ากันแบบนั้น ถามว่าถูกก็ได้ผิดก็ได้ ฉะนั้นหมุดตัวนี้ก็อาจไม่เป็นหมุด บางทีอาจจะตอกดีหรือไม่ตอกดี แต่ว่าที่แน่ๆ คือหมุดตัวที่ดีที่สุด ซึ่งพี่ตั้งใจว่าจะตอกทุกวัน ก็คือทำให้อาชีพนี้ และวิชาชีพนี้คงกระพันยั่งยืนได้ นักดนตรีเป็นอาชีพมาได้ไม่เกิน 30 ปี ในเมืองไทย นอกนั้นเป็นเสมือน ทาส ในระบบเจ้าขุนมูลนาย หรือเป็นข้าราชการ เพิ่งอยู่ในช่วง 20-30 ปีนี่เองที่เป็นอาชีพ และก็ไม่อยากจะให้มันกลับไปเป็นอย่างนั้นอีก มันเพิ่งถูกยอมรับในไม่นานนี้เองว่า พอลูกบอกว่าอยากเป็นนักแต่งเพลง พ่อแม่ไม่ว่าอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนพูดแบบนี้โดนตื๊บแน่" พี่ดี้ไม่ฟันธงในประเด็นการพัฒนา แต่เสริมข้อเท็จจริงใน การบริโภคดนตรี ยุคนี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจน ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงเรื่อง ตลาดดนตรี "ถ้าเทียบเป็นอายุ คนที่ฟังเพลงมากที่สุด คือช่วงวัยรุ่น ปฏิเสธไม่ได้เลยเป็นทั้งโลก เพราะว่าสมองว่าง พร้อมจะรับเรื่องราวแปลกๆ ใหม่ๆ ได้มากกว่าเพื่อน ไม่ว่าจะเรื่องความรัก ศิลปะ กำลังมีช่วงสับสน กำลังอ่อนไหว ซึ่งจะเป็นช่วงที่ชอบฟังเพลง ชอบศิลปะ และจะประทับใจกับมันมากที่สุด ถ้าถึงวัยทำงานแล้ว ความต้องการฟังเพลงมันก็ลดลง เพราะจะต้องมีสมองไปไว้ทำอย่างอื่นมากขึ้น ถ้ามองการบริโภคในแง่เป็นที่ยุค-เป็นวัย มันจะเป็นแบบนี้ มันก็ไม่น่าแปลกที่เวลาใครเขาทำเพลงขึ้นมา มักจะไปเอาใจวัยรุ่น เพราะว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ฟังเพลงมากที่สุด แต่ถ้าพูดถึงการตลาดทั้งโลก มันคือตลาดเพลงลูกทุ่งที่เขาบอกว่า ต้องอนุรักษ์ เพราะมันจะตายแล้ว ซึ่งมันไม่จริงเลย! ตลาดเพลงลูกทุ่งจะอยู่ยั่งยืนคงกระพันตราบชั่วอายุขัยโลก เพราะว่ามันเป็นรสชาติดั้งเดิมของชาติพันธุ์นั้นๆ อย่างอเมริกัน เพลงที่ขายดีที่สุดของอเมริกันก็คือเพลงลูกทุ่ง ทุกประเทศที่พี่เคยไป จะเป็นเพลงพื้นเมืองทั้งนั้น ไอริช รัสเซีย เด็กมันยังเล่นกีต้าร์เพลงโพลกาอยู่เลย เดินไปเห็นกับตาเลยจริงๆ เหมือนบ้านเรามีการเล่นเพลงลูกทุ่ง ไปอียิปต์ คอนเสิร์ตมีคนดูเต็มสนามราชมังคลาของเขา เหมือนพี่เบริ์ดเราร้องเพลงแขก ไม่ได้ร้องแบบกึ่งสากลนะ เพราะฉะนั้นยืนยันว่าทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ เขาก็ฟังเพลงที่เป็นรสชาติดั้งเดิม คนไทยก็เหมือนกัน ตอนนี้เยอะสุด คือเพลงลูกทุ่ง หรืออะไรก็ตามที่มันได้รสชาติเก่า อาจจะดัดแปลงไปบ้าง แต่ก็ต้องเป็นรสชาติที่เขาคุ้นเคย ไม่รู้สิ กี่ร้อยกี่พันปีคนไทยก็ยังกินส้มตำอยู่ อาจจะเปลี่ยนมาใส่พริกมากหรือน้อยอะไรก็แล้วแต่" นอกเหนือไปจากตลาดเพลงลูกทุ่งซึ่งเป็นตลาดแบบยั่งยืนในมุมมองของพี่ดี้ ผมยังได้รู้เหตุผลอีกแง่หนึ่ง ถึงการผลิตเพลงเพื่อให้ ผู้ใหญ่ ซื้อ ด้วยกลยุทธ์การนำเพลงเก่าที่คนรู้จักอยู่แล้วมาทำใหม่ ซึ่งเป็นเพลงที่คนรุ่นเก่าคุ้นเคย หรือการเจาะตลาดลูกทุ่ง ที่เป็นตลาดระดับมหาชน ทั้งโดยนักร้องลูกทุ่งตัวจริง และนักร้องเพลงป๊อบหรือนักร้องเพลงร็อคที่หันมาร้องเพลงลูกทุ่งแบบพักร้อน เพราะถึง เด็กวัยรุ่น จะเป็นกลุ่มแฟนเพลงตัวยง แต่เป็นกลุ่มที่นิยมการฟังเพลงแบบไม่เสียเงิน ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดเพลงฟรี รวมไปถึงสารพัดแหล่งเทปผีซีดีเถื่อน วัยรุ่นอาจจะทำให้เพลง 'ดัง' แต่ไม่ได้ทำให้ 'ขาย' ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคนี้จะตรงข้ามกับกลุ่มคนฟังที่เป็นผู้ใหญ่ หรือคนในชนบทซึ่งยังมีวัฒนธรรมดีๆในการอุ้มชู-อุดหนุนศิลปินที่ตนชื่นชม ด้วยการควักกระเป๋าซื้อเทป-ซีดีของแท้ ตลาดจริงๆอยู่ตรงนี้ แต่ก็น่าคิดเหมือนกัน ว่าการหันกลับมาหาเพลงลูกทุ่ง จะเป็นการสวนกระแส โกอินเตอร์ หรือไม่ พี่ดี้สวนกลับอย่างรวดเร็วในประเด็นนี้ "อินเตอร์ที่จริงมันโกง่ายจะตาย แค่ตีตั๋วไม่กี่หมื่นก็ไปได้แล้ว! ทำวีซ่าซะหน่อยก็ไปได้ มันไม่ยากหรอก จริงๆ แล้วสมัยก่อนอินเตอร์อย่างเช่น เมืองไทยไปแข่งโอลิมปิก เออ อย่างนี้น่าตื่นเต้น เอาพวงมาลัยไปแขวนคอ เหมารถบัสกันไปส่งเลย ไปเรียนเมืองนอกก็ โอ้โห! ร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย เดี๋ยวนี้คนไปเมืองนอกก็เหมือนไปพระโขนง เดี๋ยวก็กลับแล้ว เพราะฉะนั้นการไปอินเตอร์ท่านี้ พี่ก็เปรียบเทียบเช่นเดียวกันว่าการไปอินเตอร์ที่คุยๆ กัน มันไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนั้นร้อก มันก็วัดกันที่งานไป ถ้างานดี ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์หรือเป็นในนี้มันก็เป็นงานที่ดี ไม่ความหมายที่แตกต่างกันมาก" การโกอินเตอร์หมายถึงการมีคุณภาพทัดเทียมสากลไม่ใช่หรือ แล้ว สากล ของพี่ดี้คืออะไร "สากลแปลว่า สิ่งที่ทั่วโลกยอมรับนับถือ ถ้าพูดอย่างเป็นทางการ หรือถ้าพูดอย่างเฮงซวยก็คือ ตามฝรั่ง นั่นแหละ ! ถ้าเกิดว่าเป็นสมัย 2000 -4000ปีที่แล้ว สากล คือทำตามอียิปต์ เราก็อาจจะต้องทำตาม บาบิโลน ใครก่อนใครหลังจำไม่ได้แล้ว แต่ว่ามันหมายความว่ามันเป็นวัฒนธรรมของโลก อยู่มาวันหนึ่ง โรมันก็เกิดเป็นวัฒนธรรมของโลก โรม อิตาลี เผลอๆ มีจีนบางครั้งเหมือนตะวันออก แต่ตอนนี้วัฒนธรรมสากลซึ่งเหมือนๆจะเป็นอเมริกัน เพราะเป็นวัฒนธรรมที่ส่งเสริมกิเลส เอาแต่ใจตัวเอง เพราะฉะนั้นคนจะชอบง่าย มันมีอะไรเบิกบาน สีสันสดใส ก็จะมีการหลั่งไหลง่าย คนพร้อมที่จะรับอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมสากลพูดอย่างเฮงซวยก็คือ AMERICANIZED แต่ว่าทุกอย่างก็มีทั้งของดีและของไม่ดี ไม่ได้พูดว่าดีหรือเลว" ผมฟังแล้วแอบท้อแทนประเทศไทย แต่แหม ศาสดาองค์ใหม่ของวงการดนตรีไทยไม่มีมาเกิดบ้างหรือ พี่ดี้นิ่งคิดอยู่นาน "ไม่เห็นศาสดา แต่จริงๆ แล้วมันเป็นยุคมากกว่า ว่ามันเป็นยุคของใคร ซึ่งวันก่อนเจอ บอย โกสิยพงษ์ ยังบอกเขาเลยว่า บอย มันเป็นยุคของนายเลย ทำอะไรออกมามันก็ลงตัวดีงามไปหมด ก็ดีจริงๆ แต่ว่าก็อาจจะไม่ได้กว้างขวางมาก ส่วนใหญ่คนกรุงเทพฯ จะเป็นพวกเสียงดัง พวกเสียงดังหมายความว่า เป็นผู้นำทางความคิด แต่ในต่างจังหวัดเขาอาจจะไม่รู้จักเราเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น ศาสดาที่ชัดเจนน่าจะเป็นคนที่ประเทศไทยทั้งประเทศเขายอมรับนับถือ ซึ่งไม่เห็นนานแล้ว ถ้ารุ่นก่อนๆที่เห็นใกล้เคียงก็คงจะเป็นพี่เต๋อ ที่เขาว่าๆกัน ซึ่งก็ไม่แน่ใจ ศาสดานี่ ไม่รู้จะเอาคำจำกัดความว่าอะไร คำว่าศาสดาบางทีมันเป็นเหมือนคำประชด มันก็มีมาเรื่อยๆ ถ้าศาสดามีความหมายว่าเป็นที่ยอมรับนับถือ ไม่ใช่ในแง่ประชดนะ ก็มีมาตั้งแต่สมัยก่อน อย่างหลวงประดิษฐ์ ไพเราะ ที่เป็นนักคิดอะไรใหม่ เริ่มคิดว่าเพลงไทยกับเพลงฝรั่งมันน่าจะมีอะไรเข้ามาเกี่ยวเนื่องกันได้ มีการพัฒนาวิธีการแต่งอะไรต่างๆ ซึ่งก็ไม่เชิงว่าเป็นศาสดานะ เรียกว่าเป็นนักปฏิวัติดีกว่า เพราะว่า ศาสดาฟังแล้วเหมือนแดกดันชอบกล นักปฏิวัติในวงการดนตรีของเรามี ครูเอื้อ สุนทรสนาน นี่ก็เป็นนักปฏิวัติที่ชัดเจน เป็นคนที่ทำให้เพลงไทยกับเพลงสากลอยู่ด้วยกันอย่างลงตัวที่สุดที่เคยเห็นมา ลงตัวคือแปลว่าคนไทยก็ถูกลิ้น ในความเป็นดนตรีทฤษฎีสากลก็เต็มไปด้วยความเป็นดนตรีสากล วิชาการทางดนตรีสากล ถึงแม้ว่าอาจจะยังไม่ได้มีการจัดระบบเสียง หรือมันยังไม่ทันสมัย หรือว่าช่วยให้มันดูแบบแข็งแรงมากนัก แต่ว่าด้วยเจตนาและวิธีคิด นับถือ หลังจากนั้นมันก็มาเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลง ในโลกการทำงานศิลปะมันมีการปฏิวัติอยู่ตลอดเวลา ปฏิวัติกันจนบางทีไม่รู้ว่าปฏิวัติ ถ้ามันเป็นการปฏิวัติแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เปลี่ยนรูป คือจะว่าไอ้จุดไหนเป็นจุดเกณฑ์ทั้งหมดมันก็คงไม่ได้ เพราะทุกอย่างนั้นมีอิทธิพลของเดิมมา มันก็เหมือนกับ วันนี้พอจากเพลงเรื่อยๆมาจนถึงสุนทราภรณ์ แล้วถึงลูกกรุง จากลูกกรุงก็มีลูกทุ่ง ซึ่งลูกกรุงก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มเล็กๆ ฟังเพลงฝรั่งๆ แล้วก็เริ่มเอามาปนกัน ไอ้นี่มาปนกับไอ้นั่น เสร็จแล้วเอาอันนั้นมา คือว่าจริงๆ แล้วมันไม่มี ORIGINAL อีกต่อไปแล้วในโลกนี้ นักปฏิวัติก็ไม่ได้เป็นนักปฏิวัติแท้ เพียงแต่ว่าจับมาดัด แต่ว่ามันมากจนเขาเห็นภาพชัด เขาก็เลยเรียกว่านักปฏิวัติ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็แค่ดัดแปลงจากอันเก่ามานิดนึง ซึ่งทำงานศิลปะมันต้องเปลี่ยนอยู่เสมอโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว นั่นก็เลยอธิบายไม่ค่อยถูกว่าใครเป็นนักปฏิวัติหรือเป็นศาสดาอะไรได้แน่นอน มันเหมือนวันหนึ่งวงร็อคจะต้องใส่ชุดหนัง รองเท้าหนัง กีต้าร์รูปดาว หรือปืน ถ้าไม่แต่งตัวแบบนั้นก็ไม่ใช่พวกวงร็อค แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ไอ้นี่ร็อคแต่มันแต่งตัวเหมือนฮิพฮอพ แถมเวลาร้องร็อคมีท่าฮิพฮอพเข้าไปปน การที่ดนตรีมีวัฒนธรรมต่างชนิดกันเข้าไปใส่ ดูแล้วก็สนุกดี เป็นนวัตกรรมใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ปฏิวัติ แต่ถามว่าต่อไปมันจะมีอะไรปฏิวัติไหม ไม่รู้เลย เพราะว่ามันไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนได้ชัดเจน เพราะมันเปลี่ยนตลอดเวลาอยู่ด้วย ยกเว้นว่ามีใครบ้าแก้ผ้าเอาหัวโขกเปียโน ถือว่าเป็นเพลงแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ คือยังไงก็ตามเพลงมันก็มีเบสิกของเพลงอยู่ สำหรับรูปแบบการฟังเพลง หรือฟังก์ชั่นของดนตรีที่หลากหลายกว่าเดิม ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะยุคสมัยเปลี่ยน วงการเพลงเปลี่ยนไป มันเป็นการหมุนของโลก ที่ต้องทำให้คิดสิ่งใหม่ๆ อย่างเวลาคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนจะฟังเพลงทีหนึ่ง ก็ต้องฟังจากแผ่นครั่ง แล้วก็มีแตรลำโพงใช้ไขเอา ก่อนหน้านั้นฟังเพลงได้วิธีเดียว คือการเล่นสด อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนทำแผ่นเสียงขึ้นมา พวกแตรก็ตกใจ เอาเสียงไปใส่ไว้ในนั้นได้อย่างไร หลังจากนั้นมีการเปิดแล้วกดปุ่ม มันออกไปทางลม ไปเข้ากล่องที่เขาเล่นวิทยุก็ตกใจอีก ตอนหลังมีภาพอีก มันก็ไปเรื่อย ทุกวันนี้เทคโนโลยีมันไปได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะการค้นคว้ามันมากขึ้น ฉะนั้นไอ้เรื่องริงโทน ไอ้เรื่องเสียงเพลงในโทรศัพท์ก็อยู่ในทุกอย่าง มันเป็นเรื่องธรรมดามาก มันจะไม่น่าตกใจ ใครจะไปรู้ปีหน้าอาจจะมีคนคิดเอาหลอดฉีดยาแล้วฉีดเข้าเส้นเลือด พออยากจะฟังเพลงอะไรก็นึกแค่สะบัดคอทีนึงก็ฟังเพลงได้แล้ว มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะนึกถึงต่อไปในภายภาคหน้าได้ เทคโนโลยีเป็นเรื่องธรรมดา ผมยังเชื่อว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้น่าตื่นเต้นตกใจอะไร" คำทำนายของพี่ดี้ ทำเอาผมขนลุกเมื่อนึกถึงปริมาณ ดนตรี ที่สัมผัสอยู่รอบๆตัวในชีวิตประจำวัน "เพลงมันเป็นสารอย่างหนึ่งที่จำเป็นสำหรับสมองและจิตใจคน เดี๋ยวนี้มีการวิจัยว่า ต้นไม้ยังชอบฟังเพลงเลย ฉะนั้นมันคงเป็นสารที่ต้องมีตลอดทุกยุคทุกสมัยเลยมั้ง คนป่ายังมีตีกลองตะลุงๆ กระโดดๆ คือมันต้องมี ENTERTAIN มันต้องมีศิลปะ ไม่ว่าจะเถื่อนที่สุดจนถึงสูงส่งที่สุด แต่มันจะเปลี่ยนไปเป็นแบบไหนนั้น มันขึ้นอยู่กับวิธีส่งสาร สื่อมีเดียของมัน เพราะฉะนั้น วิธีรับเพลง ฟังเพลงของคนก็คงจะเหมือนเดิม ฟังเพื่อให้บันเทิง เพื่อให้สนุกสนานหรือเพื่อออกกำลังกายอะไรก็แล้วแต่ แต่ เมื่อมันได้รับมากขึ้นก็อ้วกได้มากขึ้น กินมากก็ถ่ายมาก กินน้อยก็คงจะถ่ายได้น้อย คนเรามันก็อยู่เท่านั้นก็มีหัวอยู่เท่านั้น เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้วการเสพก็จะถูกปฏิเสธ จนกระทั่งเหลือในปริมาณที่พอดีสำหรับคนๆ นั้น ที่เขาอยากจะเลือกใช้ ซึ่งคิดในแง่ร้ายเขาอาจจะบอกว่ามันฟั่นเฟือน เลอะเทอะ หรือล้นเอือมระอา เบื่อหน่าย เซ็ง วิทยุมันก็แค่หมุนแป๊บเดียวมันก็ปิดแล้ว หรือเปลี่ยนมันก็ไปเป็นอย่างอื่น หรือใส่อะไรมันไม่น่าเบื่อขนาดนั้นหรอก แต่อย่างที่บอก ข้อสรุป คือทุกอย่างเลือกได้ การที่มีดนตรีไปอยู่ทั่ว อย่างริงโทน ถ้าเป็นความเห็นส่วนตัวของพี่คือว่า ถ้ามันไม่ได้เดือดร้อนอะไร มันก็เป็นความสุขชนิดหนึ่ง มันคือสิ่งอำนวยความสะดวกชนิดหนึ่งเหมือนเครื่องซักผ้า เหมือนอยากดูหนังซื้อตั๋วไปดู อยากมีเพลงนี้สนุกๆ ก็ซื้อเขา 15 บาท โหลดมาทีใครโทรมาพอได้ยินเสียงเพลงนั้นก็อารมณ์ดี มันก็เป็นความสุขของเขา หรือบางคนอยากเท่ห์ก็ไปหาเสียงอะไรมารู้ไหม คือเสียงโทรศัพท์จริงๆ ไปโหลดซึ่งมันไม่มีเหมือนคนอื่น แค่นี้ก็เป็นความสุขของเขาแล้ว ถ้ามองว่าเป็นการแสดงตัวตนหรือไม่นั้น คือจริงๆ พี่ไม่เคยคิดถึงขนาดที่ว่าคนจะต้องแสดงตัวตนด้วยสิ่งเหล่านี้ แม้กระทั่งเพลงของพี่เอง พี่ก็ไม่เคยโหลดเลย มันเป็นความสุขของคนกลุ่มหนึ่งหรือกลุ่มใหญ่ อาจจะเป็นของเล่นสำหรับเด็กวัยรุ่น อย่างเราอาจจะเล่นอย่างอื่น เราไม่อยากมานั่งเปลี่ยนริงโทนทุกวันแบบเขา ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของเขา แล้วแต่ความสุขของใคร ก็นับว่าเขามีความสุขแบบง่ายๆดี ในขณะที่คนยุคหนึ่งต้องนั่งฟังเพลงต่อหน้าวงซิมโฟนีเท่านั้น ขนาดเครื่องครบแล้วยังมาวิจารณ์กันด้วยนะว่า ระบบเสียงACOUSTIC ใน HALL นี่ใช้ไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ ABSORB เสียงบูมของมันก้องเกินไป ทำให้อรรถรสของมันเสียไป แล้ววันหนึ่งก็จะมีคนกลุ่มหนึ่ง คือพวกที่ได้ฟังแค่ ปิ๊บๆๆ แค่นี้ก็ปลื้มแล้ว คน 2 ยุค 2 กลุ่มนี้ มันพอใจคนละเรื่องกัน ก็ดีแล้วที่อยู่กันคนละยุค" บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโทรศัพท์ของพี่ดี้ อะแฮ่ม ริงโทนที่เขาเลือกใช้ เป็นหนึ่งในความสนใจของผม แอบทายว่าคงเป็นเพลงเฉลียง หรือเพลงของแกรมมี่ แต่ "ริงโทนของพี่มันเป็นเสียงเพลง CARMEN มันเป็นเรื่องโศกนาฎกรรมอันหนึ่งของวรรณกรรมยุโรปและที่เป็นโอเปร่า ไม่ได้ตั้งใจอะไรหรอก คือกดเอาอันนี้ก็ได้ เพราะว่ามันเป็นเพลงที่สถาปัตย์ จุฬาฯ แปลงเอามาเป็นเพลงประจำคณะ ชื่อเพลง โทเรโด" จากเพลงที่นิติพงษ์ ห่อนาคเลือกใช้เป็นเสียงริงโทนให้ตัวเอง ผมสงสัยต่อไปว่าเขาเลือกเพลงแบบไหนให้ลูกตัวเองฟัง "เขาเลือกของเขาเอง คือจริงๆ แล้วส่วนหนึ่งพ่อแม่อาจจะเป็นคนเลือก เอ่อ ที่เราไม่อยากให้เขาฟัง คือเพลงที่ฟังแล้วร้องก็เพี้ยน เนื้อเพลงมันงงๆ ก็ไม่อยากให้ลูกมันจำ แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรนะ อยากฟังก็ฟังไป ปัญหาก็คือ พ่อต้องนั่งฟังอยู่ด้วยนี่สิ คือพ่อรำคาญน่ะลูก แต่ว่าลูกจะฟังก็ตามใจ จนพ่อร้องได้แล้ว" ความอยากรู้อยากเห็นของผมไม่สิ้นสุด เพลงที่พี่ดี้ไม่ยอมให้ลูกฟังเป็นเพลงของศิลปินคนไหน ค่ายไหน พี่ดี้ปิดปากเงียบ คาดว่ารสนิยมการฟังดนตรีส่วนตัวกับหน้าที่การงาน คงจะเป็นคนละเรื่องกัน? นิติพงษ์ ห่อนาค เป็นนักแต่งเพลงอาชีพที่ไม่นิยมฮัมเพลง "พี่เป็นคนไม่ฮัมเพลง เป็นคนไปดูคอนเสิร์ตแล้วไม่ยกมือ ไม่เต้น เพราะคงไม่รู้สึกตื่นเต้นกับมันมั้ง เพลงของตัวเองในคอนเสิร์ตใครก็อยากร้องก็ร้องไป คือชอบฟังมากกว่า หรือแม้กระทั่งเป็นคอนเสิร์ตเมืองนอกที่ชอบมากก็จะแค่ฟังเฉยๆอยู่ดี หรือว่าจะเป็นพวกฟอร์มจัดก็ไม่รู้เนอะ ก็ดูไป ใครเขายกมือก็ยกไปดิ กูจะดู ใครจะเต้นก็เต้นไป กูก็จะฟัง เป็นคนไม่ฮัมเพลง ยกเว้นว่าวันดีคืนดี พระจันทร์เต็มดวงอะไรก็แล้วแต่ มีปาร์ตี้ใส่แอลกอฮอล์ไปพอสมน้ำสมเนื้อ ก็จับกีต้าร์มาก็ร้องไปเป็นเรื่องเป็นราว เป็นวรรคเป็นเวรได้ทั้งคืน ฮัมเพลงอย่างมีความสุขไม่เป็นนะ" หากจะพูดถึง ความสุข กับความเป็น เฉลียง ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอดีต กับตำแหน่งใหญ่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่ตัวพี่ดี้ แต่อดีตสมาชิกวงเฉลียงเกือบทุกคนกลายเป็นคนสำคัญของวงการ เปรียบได้กับการก้าวสู่ตำแหน่งแม่ทัพหรือได้เป็นนายพล "ตอนเป็นเฉลียง เชื่อว่าความสนุกและความแผลงมันมีอยู่ในเด็กทุกคน มันไม่ใช่เฉพาะพวกเฉลียงหรอก เพียงแต่ว่ากล้าเอาออกมาหรือเปล่า อย่างเด็กสมัยนี้ มาสมัครอยากจะเป็นนักแต่งเพลง อยากจะทำอะไรพวกนี้ และเขาพยายามเจริญรอยตามใครบางคน หรือเดินตามทางคนนี้ และพยายามเขียนให้เหมือนเขา พี่บอกว่านี่ผิดทาง เธอต้องแผลงเอง อย่ามาทำให้คนแก่อย่างฉันทำให้เธอแผลง ถ้าเธอยังเดินเข้ามาหาฉันในฐานะที่เด็กกว่า และฉันแผลงกว่าเธอ อันนี้ยุ่งลำบาก เธอต้องบ้ากว่าฉัน มันถึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ความกล้าที่จะทำ แล้วก็โอกาสด้วย พี่เชื่อว่าส่วนใหญ่ทุกคน ถ้าไม่เบี้ยวเสียก่อน ถ้าไม่ไปทำอะไรให้เขาถอดยศ ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็นเพราะว่าอุบัติเหตุอย่างอื่น หรือทัศนคติอย่างอื่นมันพาไป ก็เชื่อทุกอย่างไปทำงานปุ๊บเอาเปรียบคนอื่น อิจฉาเขา ลูกน้องก็ไม่ชอบ เจ้านายก็ไม่ชอบ ทำคนเดียวจะเอาซะคนเดียว อะไรทุกอย่างที่มันเป็นเรื่องเสียๆ มันมารวมกันมันก็จะปิดโอกาสให้ตนเองในการที่จะเป็นนายพล คิดว่าเป็นคนธรรมดา พี่เป็นคนธรรมดาไม่ได้มีอะไรผิดแปลกอะไรทั้งสิ้น เพราคนบ้ามันไม่ยอมรับหรอกว่ามันเป็นคนบ้า แต่พี่เชื่อว่าการดำเนินไปตามปกติค่อยๆ ทำ มันมีแพ้บ้างชนะบ้าง ก็สะสมแต้มไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เป็นนายพลเอง อยู่มาวันหนึ่งก็มานั่งตรงนี้ใครๆ ก็ทำได้คนที่ไม่ได้ร่ำเรียนก็ไปนั่งตรงอื่น มันก็มีทางของเขาไป แต่นายพลคนนี้แอบเกษียณทุกวัน เกษียณแล้วตั้งใจจะไปเป็น เด็ก เพราะว่าของเล่นยังมีอีกเยอะ เป็นคนซน ตั้งแต่เกมส์คอมพิวเตอร์ เพราตอนเด็กๆ ไม่ค่อยมีเล่น ก็ยังบ่นตอนมีเวลาก็ไม่มีตังค์ซื้อ พอเวลามีตังค์ก็ไม่มีเวลาเล่น" นิติพงษ์ ห่อนาคเปรียบเทียบจุดที่ยืนอยู่ในปัจจุบันกับตำแหน่งนายพล ผมวาดภาพตามไม่ทันว่านายพลคนนี้จะบัญชาการกองทัพไปรบราฟาดฟันกับใคร "พี่เป็นคนซน เป็นคนประนีประนอม เป็นคนหยวนๆ เป็นคนเออๆๆ แต่ถ้าในระหว่างการทำงานในความคิดมันจะแผลงตลอด ระหว่างประชุมหรือทำงาน เห็นลูกน้องมันเซ็งๆ พี่ก็ไถเก้าอี้ไปตามโต๊ะ หรือกระโดดเล่นไปเรื่อยเปื่อย เผื่อจะคิดอะไรออก สนุกดี ยังไม่หาย เป็นโรคที่ไม่ต้องรักษา" แต่ถ้าให้วิเคราะห์จากผลงานและความสำเร็จที่ผ่านมาเกือบยี่สิบปี บนตำนานความยิ่งใหญ่ใหญ่ของอาณาจักรบันเทิงค่ายนี้ เปรียบแกรมมี่เป็นธุรกิจค้าทอง ที่มีทุกอย่างเป็นของตัวเองครบวงจร ตั้งแต่เหมืองทอง ช่างทำทอง ไปจนถึงร้านขายทอง พี่ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค ก็คือ ขุมทอง แหล่งทรัพยากรแห่งความคิดสร้างสรรค์ ความซุกซน และจินตนาการ ต้นกำเนิดทรัพย์สินทางปัญญา ที่มีมูลค่ามากมายจนประมาณไม่ได้ ซึ่งแกรมมี่จะต้องสร้างกองทัพอันแข็งแกร่งเพื่อดูแลรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี เพราะหากปราศจากเนื้อร้องที่ดีหรือ โดน สินค้า- - เพลงก็อาจไม่มีความหมายมากไปกว่าเสียงดนตรีเปล่าๆ นิติพงษ์
ห่อนาค เป็นนักแต่งเพลงของแกรมมี่มาตั้งแต่ยุคแรกๆ ถ้าจะจัดอันดับ ถือว่าถัดมาจาก
เต๋อ - เรวัต พุทธินันท์ และ บุษบา ดาวเรือง เขาเป็นผู้เขียนคำร้องให้บทเพลงที่สร้างทั้งชิ่อเสียงและรายได้มหาศาลให้บริษัท
ตั้งแต่ นันทิดา, เบิร์ด-ธงไชย, แหวน-ฐิติมา, ไมโคร, คริสติน่า, ใหม่ เจริญปุระ
ฯลฯ เรื่อยมาจนถึงนักร้องรุ่นใหม่ๆ อย่าง ตอง ภัครมัย แต่หลักการในการบริหารธุรกิจดนตรีจากวิสัยทัศน์ของ
นิติพงษ์ ห่อนาค ฟังดูเรียบง่ายกว่าที่ผมคาดไว้หลายเท่า เสียงเพลง
CARMEN* ดังขึ้นจากโทรศัพท์พี่ดี้อีกครั้ง บอกให้ผมรู้ว่าหมดเวลาตามคิวนัดครั้งนี้
เส้นทางทั้งไปและกลับจากการพูดคุยกับ-
นิติพงษ์ ห่อนาค ยังเป็นรถไฟฟ้าสายสุขุมวิทเส้นเดิม อาจจะเป็นขบวนเดิมที่ผมโดยสารมาตอนแรกหรือเปล่า
ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก ผมซุกตัวเองลงในซอกมุมซึ่งดูแล้วน่าจะสงบสุขที่สุดในห้องโดยสาร
หายใจเอาอากาศเย็นเข้าไปในปอด หลับตาและเปิดหู
.ฟังเสียงดนตรีจากโทรศัพท์เครื่องนั้น
เครื่องนี้ และเครื่องโน้น แต่ในเที่ยวกลับ สมองผมไม่ว่างเปล่าพอที่จะมาใส่ใจคิดว่าเจ้าของริงโทนแบบนั้น-แบบนี้
เขาเป็นคนแบบไหน |
|||||||||||||
| Top | |||||||||||||
2005 All
rights reserved by Nitipong Fanclub |
|||||||||||||